ศูนย์วิจัยข้าวแนะนำชาวนาพิจิตรวิธีลดผลกระทบจากอากาศที่หนาวเย็นในการปลูกข้าวนาปรัง

 
          วันนี้ 15 พ.ย. 2553 นางวิไล ปาละวิสุทธิ์ นักวิชาการชำนาญการ ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวพิษณุโลก เปิดเผยว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงชาวนาขณะนี้หลังจากน้ำลดก็เข้าสู่ฤดูหนาว แต่ชาวนามีความจำเป็นที่จะต้องลงมือไถหว่านปลูกข้าวในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค. 2553 ซึ่งถือเป็นฤดูนากาลทำนาปรังครั้งที่1 ปี 2553/2554   สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ข้าวจะได้รับความเสียหายจากอากาศที่หนาวเย็น เหตุเพราะกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่า  ฤดูหนาวปีนี้อากาศจะหนาวกว่าปกติ  และหนาวเย็นเป็นระยะเวลานาน    ชาวนาจะปลูกข้าวพันธุ์อะไรดี ?  ที่ทนต่ออากาศหนาวและทนต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  เพราะในช่วงนาปรังครั้งที่1 ปี2552 /2553 ที่ผ่านมา   ต่างบอบช้ำอย่างหนักจากปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดรุนแรงทำลายข้าวกว่าสองล้านไร่   และปัญหากรมชลประทานงดส่งน้ำเพื่อทำนาปรังครั้งที่2/2553เพราะน้ำไม่เพียงพอ   
          ซ้ำพอหมดแล้งก็เจอด้วยปัญหาน้ำท่วมหนักฤดูนาปี2553 เนื้อที่เสียหายกว่าห้าล้านไร่ทั่วประเทศ ดังนั้นพอน้ำลดช่วงนี้ชาวนาต่างหวังจะปลดหนี้ในฤดูปรังครั้งที่1ปี2553 / 2554 ที่กำลังมาถึง   แต่ชาวนาจะรับมือกับภัยหนาวที่มาเยือนนี้อย่างไร    ก่อนอื่นชาวนาควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว  เช่นข้าวพันธุ์ใดที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ในระดับไม่รุนแรงนัก  (อุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส)  และถ้าจะปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตสูงแต่ไม่ทนต่ออากาศหนาวเย็นควรจะทำอย่างไรพันธุ์ข้าวที่ทนอากาศเย็นได้ดี  ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวในตระกูลจาปอนิกาหรือข้าวญี่ปุ่น  สำหรับพันธุ์ข้าวในเมืองไทยที่ทนต่ออากาศเย็น ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะคอรวงยาว เช่น สุพรรณบุรี1  สุพรรณบุรี3  กข31( ปทุมธานี80 ) และกข39เพราะเมื่อกระทบอากาศเย็นในช่วงข้าวกำลังตั้งท้องหรือออกดอก  ผลผลิตจะไม่เสียหายมากนัก  เพียงแต่คอรวงและความยาวเมล็ดจะหดสั้นลง   แต่ขอย้ำข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี3 ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง  และข้าวพันธุ์กข39 ก็ไม่ต้านทานเพลี้ยฯ  ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นชาวบ้านที่จำเป็นต้องเร่งปลูกข้าวในช่วงเดือนพฤศจิกายนเพื่อให้ข้าวสุกแก่ก่อนน้ำจะหมด    ก็ต้องเลือกพันธุ์ดังกล่าว เพราะทนหนาวแต่ไม่ต้านเพลี้ยกระโดด    และให้ระวังการระบาดของเพลี้ยฯที่ยังหลงเหลืออยู่ในบางพื้นที่

          ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การปลูกข้าวหนีอากาศเย็นในระยะตั้งท้องและออกดอก    เป็นอีกคำแนะนำหนึ่งของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมานาน   ทั้งนี้เนื่องจากข้าวจะอ่อนแอต่ออากาศหนาวเย็นที่สุดในระยะตั้งท้อง  -  ออกดอก  โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่ไม่ทนต่ออากาศเย็นเช่น  ชัยนาท1 ปทุมธานี1 พิษณุโลก2  กข29  กข41   กข47  และข้าวอายุสั้นอีกหลายๆพันธุ์    ทำให้ผลผลิตเสียหายได้ 50 – 100 เปอร์เซ็นต์    แต่หากกระทบอากาศเย็นในระยะกล้าหรือระยะแตกกอ  ข้าวเพียงแต่ชะงักการเจริญเติบโต  ต้นเหลืองและเตี้ย    และเมื่ออากาศอุ่นขึ้นให้รีบใส่ปุ๋ย  จะทำให้ต้นข้าวฟื้นตัว  สามารถเจริญเติบโตต่ออย่างรวดเร็วให้ผลผลิตดี  เพียงแต่อายุเก็บเกี่ยวจะมากขึ้นดังนั้นเกษตรกรที่ชอบพันธุ์ข้าวไม่ทนต่ออากาศเย็นดังกล่าว   ควรเลี่ยงการปลูกข้าวในช่วงเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน   ให้เริ่มปลูกข้าวได้ในเดือนธันวาคม   และถ้ากลัวว่าอากาศจะเย็นนาน   ควรปลูกให้ล่าไปถึงกลางเดือนธันวาคม    เพราะข้าวจะตั้งท้องและออกดอกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กลางเดือนมีนาคม  ซึ่งมีอากาศอุ่นขึ้น  หากเป็นข้าวที่มีอายุสั้นกว่า 100 วัน   ก็ควรเริ่มปลูกข้าวประมาณปลายธันวาคม เป็นต้นไป                แต่ไม่ควรเกิน กลางเดือนมกราคม  เพราะช่วงข้าวออกดอกจะกระทบอากาศร้อนของเดือนเมษายน  จะทำให้ผลผลิตเสียหายได้อีก  50 เปอร์เซ็นต์  แต่สำหรับภาคเหนือตอนบนแล้วควรปลูกข้าวตั้งแต่กลางกุมภาพันธุ์เป็นต้นไป  เพาะมีอากาศหนาวมากกว่าและเย็นนานกว่าภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง         

          อย่างไรก็ตามชาวนาควรทราบว่า ข้าวแต่ละพันธุ์ก็ทนต่ออากาศเย็นในระยะแรกได้ไม่เท่ากัน  เช่น  พันธุ์ชัยนาท 1 และปทุมธานี1  ถ้ากระทบอากาศหนาวจัดคืออุณหภูมิ กลางคืนต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน    ข้าวจะเหลืองเตี้ยจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก    นอกจากนี้ข้าวทั้งสองพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยฯ    ชาวบ้านต้องหมั่นเฝ้าระวังเพลี้ยฯให้ดี  หรือเลือกพันธุ์ข้าวที่ต้านเพลี้ยฯดีกว่าเช่น  พิษณุโลก2   กข29  กข41 และ กข 47  เป็นต้น สำหรับชาวนาท่านใดที่มีปัญหา หรือ ต้องการความรู้เรื่องการปลูกข้าวหน้าหนาวเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ นางวิไล ปาละวิสุทธิ์ นักวิชาการชำนาญการ ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวพิษณุโลก โทร 089-6390395 ในวันและเวลาราชการ